ก็อย่างที่เกริ่นไว้ในหัวข้อข้างต้นแหละครับ ถ้าอยากอ่านแต่เรื่องที่บันเทิง สนุก ก็ไม่ต้องอ่านเรื่องนี้นะ เรื่องนี้ผมคิดว่าจะเขียนเพื่อให้ใครบางคนและเก็บเป็นอุทาหรณ์แก่ตัวเองมากกว่า ผมคิดว่าเรื่องมันเศร้านะ แต่แน่นอนว่าจะต้องมีใครบางคนที่ประสบปัญหาที่ร้ายแรงกว่าผม และผมก็ขอเป็นกำลังใจให้แก่คนเหล่านั้นให้มีความหวังในการลุกขึ้นสู้ต่อไปในวันข้างหน้าด้วยนะครับ
ก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ขอหยิบยกคำของนิยายที่อยู่ในดวงใจผมขึ้นมาหน่อยเถอะ ผมเป็นคนไม่ค่อยได้อ่านนิยายใครมากนักหรอก แต่เรื่องนี้มีคนชวนจนทำให้ผมต้องซื้อมาประดับบ้านไว้สักเล่ม ในนั้นได้เคยกล่าวไว้ว่า
"ข้าอยากจะเล่าข้ามสิ่งที่เห็นนี้ไปเสีย ดังเช่นยามเราเล่านิทานถึงช่วงตอนอันไม่น่าฟัง และแสร้งหลงลืมลัดข้ามไปเพื่อเล่าตอนที่น่าอภิรมย์กว่า ทว่าน่าเสียดายเหลือเกิน ข้าไม่ได้เล่านิทาน สิ่งที่ข้าบอกท่านทุก ๆ คำเป็นความจริงที่ได้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์อันใดที่จะปกปิดบาปแห่งความโง่เขลาของตนเอง ทั้งๆที่ได้บอกเล่าถึงบาปของผู้อื่นมาอย่างกระจ่างชัดแล้ว"
ก่อนหน้าที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น ผมขอเล่าย้อนถึงวันเสาร์ (ที่ผมไม่ได้เขียนไว้ในบล็อกตอนแรก ๆ ก็เพราะว่าไม่อยากให้อารมณ์ท่านต้องสะดุดไป) คืนวันนั้นผมได้คุยกับขวัญ เกี่ยวกับรายการไทยแลนด์โอเพ่น (แข่งโกะ) โดยแข่งเป็นเวลาสามวันด้วยกัน
ซึ่งเวลาดังกล่าวมันบังเอิญไปตรงกับวันที่ขวัญว่างพอดี แล้วขวัญกะว่าเราสองคนจะไปต่างจังหวัดด้วยกัน เพราะถ้าพลาดโอกาสนี้ไปก็จะไม่มีอีกแล้ว เนื่องจากขวัญต้องเตรียมตัว Ent'
...ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ขวัญก็ทราบไม่นานมานี้เอง และทำให้ขวัญต้องซึมไปพักใหญ่ ๆ เหมือนกัน
สิ่งที่เป็นความจริงคือผมต้องเลือก เลือกระหว่างการได้ไปเข้าค่ายแข่งโกะกับเพื่อน ๆ ที่สนิทสนม ตอนกลางคืนก็สังสรรค์ด้วยกัน นั่งล้อมวงซึ่งผมวาดภาพไว้ว่ามันคงจะสนุกสนานน่าดู
กับคนที่ผมรักที่สุด ซึ่งจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายในรอบปีที่จะได้ไปเที่ยวกันแบบนั้น ซึ่งหากผมไม่ไปขวัญก็จะไปคนเดียว ซึ่งมันทั้งเสี่ยง ทั้งอันตรายจากภัยรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ธรรมชาติ หรือเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน
หลังจากที่ผมใคร่ครวญดู ถามใจตัวเองว่าจะเลือกอะไร สุดท้ายคำตอบของใจก็คือไปกับขวัญ โดยทิ้งโอกาสที่จะไปเข้าค่ายไป
คืนวันเสาร์นั้นผมกับขวัญได้คุยกันถึงเรื่องนี้ ตัวผมเองเป็นคนที่จะบอกว่าไม่ไปไทยแลนด์โอเพ่น แต่จะไปกับขวัญ ...ซึ่งขวัญได้ปรึกษาเรื่องนี้กับพี่แล้ว แล้วบอกว่าให้ปล่อยไมค์ไปเข้าค่ายเถอะ
เราสองคนโต้ตอบกันอยู่นาน ถึงเหตุผลของแต่ละฝ่าย แต่สุดท้ายผมก็บอกว่า ถ้าผมไปไทยแลนด์โอเพ่น ขวัญก็จะต้องอยู่คนเดียวถึงสามวัน ขวัญคงเหงาแน่ ๆ แล้วผมเองก็คงไม่มีความสุข
แต่ถ้าผมไปกับขวัญ ผมก็มีความสุข ขวัญก็มีความสุข เราสองคนต่างก็มีความสุขด้วยกัน ไม่มีฝ่ายไหนเหงาหรือทุกข์ใจ แล้วทำไมขวัญถึงต้องไล่ผมไปไทยแลนด์โอเพ่นด้วย มันไม่ดีต่อกันทั้งสองฝ่าย
หลังจากคืนนั้นเราสองคนก็ปรับความเข้าใจด้วยกันด้วยดี โดยข้อสรุปออกมาคือผมจะไม่ไปไทยแลนด์โอเพ่น แต่จะไปกับขวัญแทน โดยจะบอกกับแม่ว่า บังเอิญคนที่ไม่ชอบหน้าในสมาคมเขาไปด้วยในงานนี้ เลยไม่อยากไป (ที่จริงคนในสมาคมล้วนมีอัธยาศัยน่าคบหาครับ กล่าวคือ ผมโป้ปดดี ๆ นี่เอง)
เช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันที่ผมต้องเรียนโกะ ผมก็พยายามที่จะบอกกับทุกคนที่สมาคมว่า เออ ผมไม่ไปไทยแลนด์โอเพ่นนะ เพราะเหตุผลข้างต้น
แต่ทุกอย่างไม่ได้เรียบง่ายดังใจคิด วันจันทร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรับสมัครไปไทยแลนด์โอเพ่น แม่ผมก็ไปสมัครให้ โดยที่ผมไม่สามารถคัดค้านอะไรได้
... ทุกอย่างที่เกิดขึ้นผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี ใครล่ะที่เป็นคนผิด แม่ผมไม่ผิดเพราะท่านไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง คงกะจะเซอร์ไพรส์ผมมากกว่า คงจะเป็นความผิดผมเองที่ไม่สามารถจัดการเรื่องราวทุกอย่างให้มันเรียบร้อยไปได้
หลังจากขวัญทราบเรื่องนี้ เธอก็เสียใจไปตลอดทั้งวันที่เราเจอกัน ขวัญมาบอกกับผมทีหลังว่า เหมือนกับหวังอะไรสูง ๆ แล้วหล่นลงมา ผมก็เข้าใจเธอดี ผมคิดว่าผมเจ็บช้ำไม่น้อยไปกว่าเธอเช่นกัน ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนผมจะมีความสุขที่ได้ไปไทยแลนด์โอเพ่น แต่ลึก ๆ แล้วผมคงไม่มีความสุขในการไปเที่ยวครั้งนี้เป็นแน่ หรืออย่างดีก็คงยิ้มให้กับคนอื่นแค่ภายนอก ทำเป็นสนุกสนาน แต่ในใจจริง ๆ แล้วมันเจ็บ... ท่านเคยเป็นไหม เวลาที่มันร้อน ๆ ในอก เหมือนมีอะไรแผดเผาอยู่ภายใน...
... หลังจากนั้นก็มีเรื่องราวอีกหลาย ๆ เรื่อง บรรยากาศที่ผมอยู่กับขวัญวันนั้นมันช่างอึดอัด ไม่เป็นอย่างที่เคยเป็น เสียงหัวเราะมันเหือดหายไปอยู่ที่ไหนไม่รู้... ตัวผมเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
... จนถึงขณะนี้ ผมยังไม่พบคำตอบ...